วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความหมายของ EDI

ความหมายของ EDI
                Electronic Data Interchange (EDI) คือ การติดต่อสื่อสารด้วยระบบคอมพิวเตอร์ กับคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยผู้ที่กระทำการค้าในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารโดยต้องมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน
                EDI ได้พัฒนาขึ้น และ ได้รับความนิยมในหมู่ผู้นำด้านธุรกิจทุกวันนี้ เนื่องมาจากรูปแบบ และ การยอมรับอย่างกว้างขวาง EDI ช่วยในการเปลี่ยนจากการใช้แรงงาน และ รายการค้าที่ต้องใช้กระดาษ เพื่อให้มีต้นทุนต่ำ

ส่วนประกอบสำคัญของระบบ EDI

1.             Hardware (Computer)
2.             Telecommunication Networks
3.             Communication Software and Translation Software
1.              Hardware
Hardware หมายรวมถึงคอมพิวเตอร์ทุกประเภท และ อุปกรณ์ข้างเคียงของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการติดตั้ง EDI Communication โดยจะเป็นตัวช่วยในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างคู่การค้า (Trading Partners)
ระบบ EDI สามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ รุ่นเมนเฟรม หรือ Personal Computer(PC)
2.              Telecommunication Networks
Telecommunication Networks จะใช้สายโทรศัพท์ (Telephone Line) ในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างผู้ส่ง และ ผู้รับ โดยอาจติดต่อกันผ่านทางดาวเทียม
3.              Communication Software and Translation Software
Communication Software and Translation Software ใช้ในการส่งผ่านข้อมูล และ รับข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ เช่น เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์คนหนึ่ง ต้องการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ที่อื่น เขาต้องมี Communication Software และ Translation Software
Translation Software จะช่วยในการใส่รหัส (encoded) และ ถอดรหัส (decoded) ข้อมูล เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ หมายความว่าต้องมีมาตรฐานในการส่งผ่านข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ของบริษัท และ คู่การค้าสามารถเข้าใจได้

การติดต่อสื่อสารโดยใช้ระบบ EDI

                EDI  หรือ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิคส์เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 แต่ในช่วงแรกนั้นการใช้งานจะจำกัดอยู่เพียงบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของตนเองเท่านั้น เนื่องจากมีราคาสูงมาก ในระบบส่วนใหญ่จะเป็นการติดต่อระหว่างคู่การค้า บริษัทในเครือ หรือ ผู้ผลิตกับผู้ขายวัตถุดิบ โดยมีการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เครือข่ายที่ว่านี้เราจะเรียกว่า VAN(Value Added Network) หรือ เครือข่ายเสริมคุณค่าทางธุรกิจ เครือข่าย VAN ที่สร้างขึ้นมาเองนี้จะมีรูปแบบการส่งข้อมูลที่แน่นอน มีความเชื่อถือได้ และ มีความซับซ้อนของการส่งข้อมูลมากกว่าระบบที่ใช้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน
                ระบบ EDI จะติดตั้ง หรือ ให้บริการโดยบริษัทที่ให้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าผู้ให้บริการระบบ EDI (EDI Service Provider) โดยจะให้บริการดูแลรักษาเครือข่าย VAN พร้อมทั้งจัดตั้งกล่องรับอีเมล์สำหรับบริษัทแต่ละราย ซึ่งกล่องรับอีเมล์นี้จะเป็นจุดที่บริษัทส่งผ่านข้อมูลถึงกันในรูปแบบข้อความ EDI โดยแต่ละบริษัทต้องตกลงกันไว้ก่อนถึงรายละเอียดของข้อมูล หรือ แบบฟอร์มที่จัดส่ง ซึ่งข้อมูล หรือ แบบฟอร์มจะส่งผ่านเครือข่าย VAN ในรูปของอีเมล์ โดยแต่ละบริษัทจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่คอยจัดการแปลงอีเมล์ให้เป็นข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อนำไปประมวลผล และ จัดเก็บลงในระบบฐานข้อมูลของแต่ละบริษัทอีกทีหนึ่ง




ตารางเปรียบเทียบระบบ EDI บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกับบนเครือข่าย VAN

จุดเปรียบเทียบ
อินเตอร์เน็ต
Value-Added Network
การรับส่งข้อความใน mailbox
ทำไม่ได้
ทำได้
ความปลอดภัยของเครือข่าย
ทำไม่ได้
ทำได้
ความเชื่อถือ หรือ มั่นใจได้ของเครือข่ายในการรับส่งข้อมูล
ไม่มี
มี
ความเชื่อถือได้ของผู้ให้บริการระบบ (Internet Service Provider, EDI Service Provider)
จำกัด
มี
การให้บริการลูกค้า และ การดูแลระบบ
จำกัด
มี
การทำรายการแบบตอบโต้ (Interactive)
ทำได้
มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
การใช้ระบบเพื่อหาข้อมูลอื่น
มี
จำกัด หรือ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
การจัดตั้งระบบเพื่อเป็นศูนย์บริการให้ข้อมูลเพิ่มเติม
เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม


แหล่งที่มา           http://www.wyle.com/vas/main426

ความหมายของ HRM

                                  Human Resource Management
                 “ธุรกิจจะดำเนินไปได้หรือขยายตัวได้ และจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่คน ทุกอย่างล้วนมาจากคน เงินก็มาจากคน เทคโนโลยีก็มาจากคน ผมถือว่าคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญล้ำค่าอันเป็นหัวใจขององค์กรทุกองค์กร เราจึงต้องมีคนที่มีความรับผิดชอบสูง มีความมานะพยายาม มีความรู้ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ในองค์กรให้มากๆ จึงจะสามารถนำองค์กรหรือบริษัทไปสู่ความสำเร็จได้” ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์
(วิจักษณ์ วรบัณฑิตย์ 2546: 108)
                             

               ทบทวน Human Resource Management
                 กิจกรรมทุกประเภทที่ช่วยส่งเสริมบุคลากรในองค์กรให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร
                             
              Human Resource Management
                เป็นกระบวนการวางแผนและกำหนดวิธีการบริหารเกี่ยวกับตัวบุคลากร/พนักงาน ที่ปฏิบัติงานในองค์กร โดยสรรหา/คัดเลือกให้ได้บุคคลที่ตรงกับคุณสมบัติและมีสมรรถนะที่ต้องการรวม ถึงมีวิธีการธำรงรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนซึ่งประกอบ ด้วยค่าจ้าง เงินเดือน สวัสดิการทั้งที่เป็นตัวเงิน / มิใช่ตัวเงิน และผลประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ ที่สำคัญต้องพัฒนาให้พนักงานมีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะ ให้มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ตลอดจนการมีคุณภาพชีวิตที่ดี    
            
              การจัดการทรัพยากรมนุษย์
• เน้นการจัดการเกี่ยวกับคน
• เป็นการจัดการให้คนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
• รักษาแรงงานที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพไว้
• ทำให้พนักงานในองค์การทำงานอย่างมีความสุข
• ทำให้การทำงานขององค์การเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
   
                               
              กิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์
• การกำหนดนโยบายทรัพยากรมนุษย์
• การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Planning : HRP)
• การสรรหา (Recruitment)
• การคัดเลือก (Selection)
• การศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนา (Training and Development)
• การบริหารค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น (Compensation and fringe benefits)
• ความปลอดภัยและสุขภาพ (Safety and Health)
• พนักงานและชุมชนสัมพันธ์ (Employee Relation)
• การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal)



 
               ความสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์
• สามารถวางแผนจัดหาทรัพยากรมนุษย์ให้เพียงพอและสอดคล้องกับแผนงานขององค์การ
• สามารถชักจูงให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์การ
• สามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ
• สามารถฝึกฝนและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถเพิ่มมากยิ่งขึ้น

แหล่งที่มา  http://www.sundae.co.th/article/?cmd=article&id=50

ความหมารของ CRM

การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer relationship management หรือ CRM)
ในอดีตความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ไม่ได้มีการจัดการอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ อาจเรียกได้ว่าความสัมพันธ์นำการค้า เพราะพ่อค้าในอดีตที่ดำเนินธุรกิจแบบครอบครัวยังไม่ได้โลกาภิวัตน์เหมือนในปัจจุบัน การค้าขายในเมืองหลวงก็ไม่ต่างจากในชนบททุกวันนี้ ขอบเขตในการทำธุรกิจเป็นไปเพื่อการแลกเปลี่ยนภายในชุมชนที่มีพื้นที่จำกัด อาจจะเป็นหมู่บ้าน    ตำบล อำเภอ เต็มที่ก็จะเป็นระดับจังหวัด ธุรกิจการค้าที่จะดำเนินการข้ามจังหวัด หรือขายกันทั้งประเทศหาได้ยากมาก ความสัมพันธ์ในขณะนั้นเป็นความสัมพันธ์แบบเอื้ออาทร จริงใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และจากความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงนำมาสู่การค้าขายในเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ในลักษณะอย่างนี้มีความยั่งยืนและยาวนาน ผิดกับความสัมพันธ์ในปัจจุบัน ซึ่งดูจะเป็นไปเพื่อการค้ามากเกินไปหน่อย หรือไม่ก็คงเป็นเพราะวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปยึดถือและนิยมในวัตถุกันมากนั่นเอง  อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ได้อุบัติขึ้นแล้ว และได้บัญญัติเป็นศัพท์ใหม่คือ Customer Relationship Management หรือ CRM   ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือตัวใหม่ที่นักบริหารทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ และเกิดความสนใจ ว่ามันคืออะไรจะนำมาปรับใช้ในองค์การได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดประโยชน์หรือไม่   
                ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management :CRM )       ความหมาย       ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management : CRM) เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว กับลูกค้า เรียนรู้ความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า และตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยสินค้า หรือบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนมากที่สุด
การจัดการลูกค้าสัมพันธ์   (Customer relationship management หรือ CRM)
ความสำคัญของการบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มความสัมพันธ์อันดีให้กับลูกค้า เพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการแสวงหาลูกค้า และ เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ( Customer Satisfaction ) โดยการสร้างกระบวนการทำงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าจำนวนผู้ประกอบการ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน สามารถนำแนวทางการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ เช่น แนวทางที่สำคัญในการจัดการระบบการบริหารงานและสร้างมาตรฐานการทำงานในบริษัท เช่น การรวบรวมเกี่ยวกับข้อมูลของลูกค้า , การจัดการเกี่ยวกับช่องทางการสื่อสารและการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อสนองตอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

CRM คืออะไร ซีอาร์เอ็ม คือ กลยุทธ์การบริหารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า


             CRM   ย่อมาจาก Customer Relationship Management คือ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งหมายถึงวิธีการที่เราจะบริหารให้ลูกค้ามีความรู้สึกผูกพันธ์กับสินค้า ,บริการ หรือองค์กรของเรา เมื่อลูกค้าเค้ามีความผูกพันธ์ในทางที่ดีกับเรา แล้วก็ลูกค้านั้นไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจไปจากสินค้าหรือบริการของเรา ทำให้เรามีฐานลูกค้าที่มั่นคง และนำมาซึ่งความมั่นคงของบริษัท ดังนั้น การที่จะรู้ซึ้งถึงสถานะความผูกพันธ์กับลูกค้าได้นั้น เราก็ต้องอาศัยการสังเกตุพฤติกรรมของลูกค้า แล้วนำมาวิเคราะห์หาความเกี่ยวข้องระหว่าง พฤติกรรมของลูกค้ากับกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา กระบวนการทำงานของระบบ CRM มี 4 ขั้นตอนดังนี้
    1.Identify เก็บข้อมูลว่าลูกค้าของบริษัทเป็นใคร เช่น ชื่อลูกค้า ข้อมูลสำหรับติดต่อกับลูกค้า
    2.Differentiate วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน และจัดแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มตามคุณค่าที่ลูกค้ามีต่อบริษัท
    3.Interact มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาว
    4.Customize นำเสนอสินค้าหรือบริการที่มีความเหมาะสมเฉพาะตัวกับลูกค้าแต่ละคน
CRM มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการนำซอฟต์แวร์มาใช้ในการพัฒนาเพื่อดึงดูดลูกค้า สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น Web Site เป็นต้น CRM software  ช่วยในการจัดการฐานข้อมูลลูกค้า วิเคราะห์ข้อมูล และเป็นช่องทางในการติดต่อกับลูกค้า ซึ่ง CRM software มักแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
    1.Operational CRM เป็นซอฟท์แวร์ front office ที่ใช้ช่วยจัดการกระบวนการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น sales, marketing หรือ service เช่น การจัดการข้อมูลติดต่อลูกค้า การเสนอราคา การบริหารฝ่ายขาย การเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ระบบบริการลูกค้า เป็นต้น
    2.Analytical CRM ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่รวบรวมได้จากส่วน Operational CRM หรือจากแหล่งอื่นๆ เพื่อแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มและค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่บริษัทสามารถนำเสนอสินค้า หรือบริการเพิ่มเติมได้
    3.Collaborative CRM ระบบช่วยสนับสนุนในการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านทางช่องทางต่างๆ เช่น ติดต่อส่วนตัว จดหมาย แฟกซ์ โทรศัพท์ เว็บไซต์ E-Mail เป็นต้น รวมถึงช่วยจัดการทรัพยากรที่บริษัทมีคือพนักงาน กระบวนการทำงาน และฐานข้อมูล (Database ) ลูกค้า เพื่อนำไปให้บริการแก่ลูกค้าและช่วยรักษาฐานลูกค้าของบริษัทได้ดีขึ้น

ประโยชน์ของ CRM ต่อธุรกิจ
1.  CRM ช่วยเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น เช่น ใช้เว็บไซต์ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า วิธีการใช้สินค้า และให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นช่องทางให้ลูกค้าแนะนำติชมต่อบริการของบริษัทได้ง่าย ช่วยให้ลูกค้าสามารถ customize ความต้องการของตนเองได้ทันที เป็นต้น
2.  CRM ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าให้ดีขึ้น ช่วยให้บริษัทรู้ความสนใจ ความต้องการ และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า ทำให้บริษัทสามารถนำเสนอสินค้าที่เหมาะสม กับลูกค้าได้ และช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าตามที่ลูกค้าต้องการได้ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวจะช่วยเพิ่ม loyalty ที่ลูกค้ามีต่อบริษัท ลดการสูญเสียลูกค้า ลดต้นทุนการตลาด เพิ่มรายได้จากการที่ลูกค้าซื้อซ้ำหรือแนะนำให้คนรู้จักซื้อสินค้าของบริษัท และนั่นหมายถึงกำไรของบริษัทที่เพิ่มมากขึ้น




ข้อมูลอ้างอิง ข้อมูลอ้างอิง
http://crm.in.th
http://marketingthai.blogspot.com
http://www.crmtothai.com

ความหมานของ SCM

แก่นสำคัญของ Supply Chain Management

 แม้ ว่าการผลิตจะมีความซับซ้อนและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ยากต่อการควบคุม แต่หน้าที่ทางการผลิตของทุกองค์กรจะมีหลักการพื้นฐานต่างๆ เหมือนกัน

            สิ่งที่จะทำให้เข้าใจถึงหน้าที่ของการผลิตและวิธีการควบคุมการผลิตนั้น เราจะต้องเข้าใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในกระบวนการผลิตอยู่ 2 สิ่งหลักๆ คือ
     1.วัตถุดิบ (Materials)
2.สารสนเทศ (Information)
 การบริหารการ ผลิตจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่อกระบวนการผลิตเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด และมีระบบที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ยิ่งมีระบบย่อยหรือแยกส่วนมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น


            ประโยชน์ของ Supply Chain Management (SCM)
               ลด ต้นทุนและมีประสิทธิภาพในการลดเวลาการทำงานได้อย่างมาก คนที่ทำธุรกิจด้วยกันก็อยากจะติดต่อกับบุคคลที่คุยกันรู้เรื่องการที่ทำ Supply Chain Management ขึ้นมา ทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีความพึงพอใจสูงสุด เพราะสินค้าสามารถไปถึงผู้บริโภคได้อย่าง รวดเร็ว ประโยชน์ของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ดังนี้

 1. เสริมสร้างความสามารถในการบริหารและการแข่งขันของสมาชิกในห่วงโซ่อุปทาน
 2. ส่งเสริมการเติบโตและความยั่งยืนของธุรกิจ
 3. สมาชิกในห่วงโซ่อุปทานปรับระบบการทำงานให้สอดคล้องกัน
 4. แบ่งปันข้อมูลที่จำเป็นเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน
 5. ใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน

สร้าง: 11 มกราคม 2554 22:44 · แก้ไข: 16 มกราคม 2554 22:49

ความหมายของ ERP



                           ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning คือ การวางแผนทรัพยากร ทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การบริหารเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสุงสุดของทรัพยากรทางธุรกิจของ องค์กร ระบบ ERP เป็นระบบสารสนเทศ ที่องค์กรสามารถนำแนวคิดและวิธีการบริหารของ ERPมาทำให้เกิดเป็นระบบเชิงปฏิบัติในองค์กร กล่าวคือ ระบบ ERP เป็นระบบสารสนเทศ ในองค์กรที่สามารถบูรณาการ (Integrate) รวมงานหลัก (Core Business Process) ต่างๆ ในบริษัททั้งหมด ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้าง การผลิต การขาย การบัญชี และการบริหารบุคคลเข้าด้วยกัน
สำหรับผู้ประกอบ การอุตสาหกรรมระบบ ERP ถือว่าเป็นระบบสารสนเทศที่กำลังได้รับความนิยมเพราะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ เข้าไปควบคุมกระบวนการทำงานในทุก ๆ หน่วยงานขององค์กรและเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกแผนกที่เกี่ยวข้องเข้ามาสู่ฐาน ข้อมูลศูนย์กลาง ส่งผลให้ข้อมูลดำเนินงานสอดประสานอย่างคล้องจองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้ง บริษัท
                                         บทบาทของ ERP          
           เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการบริหารธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ 5 ประการ ได้แก่
1. ปัญหาการขยายขอบเขตการเชื่อมโยงของกิจกรรม
2. โครงสร้างการเชื่องโยงของกิจกรรมซับซ้อนขึ้น
3. เกิดการสูญเปล่าในกิจกรรม และความรวดเร็วในการทำงานลดลง
4. การรับรู้สภาพการเชื่อมโยงของกิจกรรมทำได้ยาก
5. การลงทุนและบริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทำได้ยาก
ลักษณะและโครงสร้างของ ERP
ลักษณะ สำคัญของระบบ ERP คือ การบูรณาการระบบงานต่างๆ ของระบบ ERP ตั้งแต่การจัดซื้อ จัดจ้าง การผลิต การขาย บัญชีการเงิน และการบริหารบุคคล ซึ่งแต่ละส่วนงานจะมีความเชื่อมโยงในด้าน การไหลของวัตถุดิบสินค้า (material flow) และการไหลของข้อมูล (information flow) ERP ทำหน้าที่เป็นระบบการจัดการข้อมูล ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการงานในกิจกรรมต่างๆ ง่ายขึ้น



                                                                               รูปที่ 1 ลักษณะและโครงสร้างของ ERP


แหล่งที่มา  http://www.netizen.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=19&Itemid=32